ประวัติศาสตร์สมัยกลาง หรือ ยุคมืด

สมัยกลางหรือยุคมืด เริ่มประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 4 -15 เป็นช่วงรอยต่อหลังจากที่จักรวรรดิโรมันล่มสลาย ความเจริญหยุดลง ประดุจยุคมืด ประชาชนในยุโรปต่างไม่มีที่พึ่ง เจ้าผู้ครองแต่ละเมืองตั้งตัวเป็นใหญ่ เกิดระบบศักดินาสวามิภักดิ์ ประชาชนให้ความสำคัญกับศาสนจักรคริสต์โรมันคาธอลิคอย่างมาก
สมัยกลางหรือยุคมืด การกระทำทุกอย่างถูกครอบงำโดยศาสนา Discoveryman
ห้ามกระทำนอกเหนือจากคำสอนของศาสนา ไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง
โดยมีรายละเอียดดังนี้

การล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน


โรมันตะวันออกกับโรมันตะวันตกทำสงครามกันเองเพื่อความเป็นใหญ่
ก่อนหน้านี้ โรมในสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนติน มีอาณาเขตกว้างขวางมาก
จนมีการแบ่งการปกครองเป็นสองส่วน คือโรมันตะวันออกกับโรมันตะวันตก
แต่แทนที่จะมีการปกครองที่ดีขึ้น
ทั้งสองฝั่งกับทำสงครามกันเองเพื่อความเป็นใหญ่ จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1
บุกเข้าโรม
จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 เป็นจักรพรรดิทางด้านตะวันออก ที่ทำสงครามชนะ
สามารถบุกเข้าโรม รวมอาณาจักรโรมันไว้เป็นหนึ่งเดียว
แต่ครั้งนี้เมืองหลวงไม่ได้อยู่ที่โรมเสียแล้ว
เนื่องจากว่าคอนสแตนตินเป็นจักรพรรดิด้านตะวันออกก็อยากจะอยู่ที่ด้านตะวันออ
ก คือกรุงคอนสแตนติโนเปิล เมืองท่าปากทางเข้าทะเลดำซึ่งตั้งตามชื่อของเขาเอง
หรืออาจเรียกว่า ไบแซนทิอุม หรือ ไบแซนไทน์ (Byzantium)ปัจจุบันคือ
เมืองอิสตันบุล ในประเทศตุรกี นั่นหมายความว่าจักรวรรดิโรมันถูกแบ่งออกเป็น 2
ฝั่ง คือ
1. โรมันตะวันตก มีเมืองหลวงอยู่ที่ กรุงโรม-ประเทศอิตาลี
2. โรมันตะวันออก หรือถูกเรียกอีกชื่อว่า จักรวรรดิไบแซนไทน์ มีเมืองหลวงอยู่ที่
กรุงคอนสแตนติโนเปิล

ระบบฟิวดัล Feudalism

ยุโรปยุคกลาง เป็นการปกครองในระบบขุนนาง หรือที่เรียกว่า ระบบฟิวดัล
หรืออาจเรียกอีกชื่อว่า ระบบศักดินาสวามิภักดิ์ หมายถึง
ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านาย lord กับ ข้า ในเรื่องเกี่ยวกับ
การหาผลประโยชน์ของที่ดิน เริ่มจากกษัตริย์มอบที่ดินให้ขุนนาง
เพื่อตอบแทนความดีความชอบ ขุนนางทำหน้าที่ปกครองผู้คนที่อาศัยอยู่ในที่ดิน
และมีพันธะต่อกษัตริย์โดยส่งคนไปช่วยรบ
ลักษณะสำคัญของระบบนี้ คือ การจัดสรรที่ดินตามระดับชั้น เป็นทอด ๆ
ส่งผลให้เกิดความจงรักภักดีระหว่าง นาย กับ ข้า โดยตรง
กษัตริย์จึงไม่มีอำนาจในการควบคุมประชาชนจริง ๆ
การจัดระเบียบที่ดิน โดยขุนนางจะสร้างปราสาท เพื่อเป็นศูนย์กลาง
รอบนอกเป็นหมู่บ้าน มีการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกือบครบวงจร
ผลิตสิ่งที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชิวิต รวมถึงการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
เหล่านี้ถูกเรียกว่าระบบ “แมเนอร์” (Manor)

คริสตศาสนา (ศาสนจักร)

หลังสมัยพระเจ้าคอนสแตนติน ได้ประกาศให้ชาวโรมันนับถือศาสนาคริสต์
คริสตจักร จึงเป็นสถาบันที่พึ่งทางใจและเป็นสื่อกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์
มีประสิทธิภาพ เป็นระบบระเบียบ และมีความเข้มแข็ง องค์สันตะปาปา
เป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุด สามารถกำหนดนโยบายทุกอย่าง รวมถึงการเมือง
ใน ยุคแรก ๆ คริสตจักรร่วมมือกับจักรวรรดิ์ ในการเรื่องการเมืองการปกครอง
ทำให้มีอิทธิพลสูงสุด ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งภูมิปัญญา ต่าง ๆ
นอกจากนี้ องค์สันตะปาปา ยังมีอำนาจกระทำ “บัพชนียกรรม”
บุคคลใดก็ตามที่ต้องสงสัยว่ามีความเห็นขัดแย้ง กระทำการไม่เป็นไปตามคำสั่ง
หรือนโยบายของคริสตจักร คือการขับไล่ให้ออกจากศาสนา ซึ่งถือเป็นโทษสูงสุด
ทำให้ทุกคนเกรงกลัวการลงโทษ
คริสต์ศาสนา
ค.ศ.955 จักรพรรดิออตโต ที่ 1 ของเยอรมัน สถาปนาเป็น Holy Romans Empire
H.R.E. แต่เกิดการขัดแย้งเรื่องอำนาจกับคริสตจักร ส่งผลให้ต่อสู้ชิงอำนาจ
และเยอรมันเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
ทำให้จักรพรรดิองค์ต่อมาต้องขึ้นกับคริสตจักรโดยสิ้นเชิง
ศตวรรษที่ 9–14 ระบบสวามิภักดิ์ พัฒนาสูงสุด ขุนนางท้องถิ่นมีอิทธิพล
และอำนาจ สามารถต่อรองกับกษัตริย์ได้
ทำให้เกิดการเมืองแบบหลายศูนย์อำนาจขึ้นทั่วยุโรป
ระหว่างนี้เกิดสงครามครูเสดขึ้น ค.ศ.1095–1291

Facebook : Discoveryman22