การระเบิดที่ทังกัสก้า หรือ Tunguska Event

การระเบิดที่ทังกัสก้า (Tunguska explosion) หรือ Tunguska Event
ในภาษารัสเซียเรียกว่า  ตุนกุสสกี้ ฟีโนเมน หรือปรากฏการณ์ การระเบิดที่ทังกัสก้า
ผ่าน ไป 100 ปี เหตุการณ์อุกกาบาตถล่มป่า “ทังกัสกา” ยังคงเป็นปริศนา
และมีคำถามที่คาใจว่าวัตถุที่มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงนี้คืออะไร จานบินเหรอ
อุกกาบาตจากนอกโลกเหรอ หรือจะเป็นฝีมือมนุษย์
ปรากฏการณ์นี้ยังหาคำตอบไม่ได้ในปัจจุบัน
การระเบิดครั้งนี้เกิดขึ้นที่แม่น้ำพอดกาเมนนายา ทังกัสกา
(บางที่เรียกโปดคาเมนนายา ทังกัสก้า)} (Podkamennaya Tunguska River)
แคว้นคราสนายาร์ส์ค อ่านเรื่องอื่น ๆ ! คลิก อิสราเอลสร้าง หัวใจจากเครื่องพิมพ์3มิติ ครั้งแรกของโลก


ในไซบีเรียดินแดนในครอบครองที่หนาวเหน็บทุรกันดารอันขึ้นชื่อของรัประเทศรั
ส เซีย วันนั้นเป็นวันที่ 30 มิ.ย.1908(ในยุคนั้น ถือกันว่าเป็นวันที่ 17 มิถุนายน
เนื่องจากรัสเซียยุคนั้น ใช้ปฏิทินแบบเก่า
ซึ่งช้ากว่าปฏิทินแบบที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันหลายวัน) เวลาประมาณ 7 โมง 14
นาที
ชาวบ้านที่อยู่ที่นั้นเห็นลูกไฟดวงมหึมารูปร่างลักษณะเป็นรูปกรวยหรือกระบอก
กลม แล่นมาด้วยความเร็วสูงประมาณ 42 กิโลเมตรต่อ วินาที มีหางเป็นลำแสงยาว
ส่งเสียงดังกึกก้อง พุ่งผ่านท้องฟ้าทิ้งควันดำเป็นทาง
วัตถุดังกล่าวแล่นมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
แล้วจู่ๆก็เปลี่ยนทิศอย่างกระทันหัน มุ่งไปทางตะวันตกเฉียงเหนือแทน
แต่แรกบินอยู่บนความสูงประมาณ 80 กิโลเมตร

 

แล้วเปลี่ยนระดับความสูงลงมาอยู่ที่ประมาณ 10 กิโลเมตร
และได้ชะลอความเร็วลงเหลือประมาณ 1 กิโลเมตรต่อ วินาที
ชาวบ้านบางคนรู้สึกร้อนวูบที่มากระทบผิวกายด้วย
เมื่อลูกไฟดวงนั้นเข้าใกล้พื้นโลก มันก็ระเบิดออกเหนือป่าทึบ
ส่งเสียงดังสะเทือนไปไหลเกือบครึ่งค่อนโลกถึงขนาดบางคนแทบจะล้มทั้งยืนเลยที
เดียว ไฟป่าลุกขึ้นติดเป็นบริเวณกว้าง
ส่งควันหนารูปเห็ดขึ้นไปบนอวกาศนานนับเดือน
ดูเหมือนผลกระทบที่เกิดขึ้นจะไม่ใช้กำจัดที่ไซบีเรียเท่านั้น หากเมืองอื่นๆ
ของรัสเซียที่อยู่ห่างออกไปหลายพันไมล์ก็เกิดพายุลมกระโชกและเสียงดังสนั่น
กึกก้อง


ผู้โดยสารรถไฟทรานส์ไซบีเรียรู้สึกได้ว่าตัวรถไฟโยนคลอนเหมือนถูกผลัก
สถานีวัดแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวที่อยู่ไกลลิบลัยถึงอเมริกาและ
อินโดนีเซียสามารถจับคลื่นสะท้อนขนาดมหึมาที่แล่นออกไปทั้งโลก
อีกทั้งยังทำให้เกิดความรุนแรงเทียบเท่าแผ่นดินไหว 5 ริกเตอร์
ซึ่งรับรู้ได้ไกลถึงประเทศอังกฤษเลยทีเดียว
และในคืนนั้นท้องฟ้าก็ดูสว่างไสวเป็นพิเศษขนาดที่นักกอฟล์
บางคนสามารถเล่นหวดลูกได้จนถึงเที่ยงคืนจนไม่กลับบ้านที่สต็อกโฮล์ม
ช่างภาพสามารถถ่ายรูปได้ในเวลากลางคืนโดยไม่ต้องใช้แฟลช ลูกไฟดังกล่าว
เผาผลาญต้นไม้เป็นล้านๆต้น กินพื้นที่มากกว่า 100 ตารางกิโลเมตร
จากเหนือไปใต้ และอีกกว่า 40 กิโลเมตร จากทิศตะวันออกไปตะวันตก
จากสภาพความเสียหายดังกล่าว นักวิชาการคำนวณเอาไว้ว่า
วัตถุดังกล่าวมีมวลประมาณ 3-10 ล้านตัน
ด้วยความรุนแรงที่ สเปซดอตคอมระบุว่า เทียบเท่าระเบิดทีเอ็นที 10-20
เมกะตัน เรียกได้ว่ารุนแรงกว่าระเบิดปรมาณูที่ถล่มเมืองฮิโรชิมาของญี่ปุ่นกว่า
1,000 เท่าเลยทีเดียว และสร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่โดยรอบ 2,150 ตาราง
กิโลเมตร แรงระเบิดเผาผลาญต้นไม้ในป่าแถบไซบีเรียไป 80 ล้านต้น
ถึงแม้จะเป็นเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนไปทั่วโลก
แต่สถานการณ์การเมืองโลกตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 การปฏิวัติ
รัสเซียไปจนถึงสงครามกลางเมืองต่างๆ
ก็ได้เบียดบังความสนใจชาวโลกอีกทั้งป่าทังกัสก้ามีอาณาบริเวณ 750,000
ตารางกิโลเมตร และเป็นป่าทึบมาก

ด้วยเหตุนี้ทางรัฐบาลโซเวียตรัสเซีย(ในสมัยนั้น)เข้าใจว่า
เป็นเพียงปรากฏการณ์อุกกาบาตขนาดใหญ่ตกธรรมดา
จึงไม่ได้ส่งทีมสำรวจเข้าไปแต่อย่างใด
จนกระทั้ง 20 ปีต่อมา จึงได้เริ่มมีการส่งทีมนักวิทยาศาสตร์เข้าไปสำรวจ
โดยมีศาสตราจารย์ลีโอนิด กูลิก (Leonid Kulik)
ผู้เชี่ยวชาญเรื่องแร่ประจำสถาบันวิทยาศาสตร์โซเวียตเป็น หัวหน้าชุดสำรวจ
พวกเขาต้องฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการ ไล่ไปตั้งแต่ ทุ่งหิมะอันหนาวเหน็บ
ธารน้ำแข็งอันเชี่ยวกราก รวมไปถึงการเดินทางที่ลำบากยากเย็น ท้ายที่สุด
พวกเขาก็บรรลุถึงจุดหมาย เมื่อเดือนเมษายน ปี 1927 ภาพที่พบ
ทำให้คูลิกและลูกทีมตะลึงงัน แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองกับสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า
ภาพของต้นไม้ที่ถูกเผาเกรียมจนเป็น ถ่าน
บ้างก็ยืนต้นตรงบ้างก็ล้มระเนระนาดเป็นทางยาวไกลสุดลูกหูลูกตา
ซากไม้ล้มไปทางเดียวกันโดยชี้ปลายออกจากศูนย์กลางที่ประมาณ 25
กิโลเมตรทางเหนือแม่น้ำทังกัสนา ความเสียหายประเมินได้นับล้านๆต้น
แต่เรื่องที่แปลกก็คือ อุกกาบาตรที่ว่าหายไปไหน
ณ ที่เกิดเหตุไม่เห็นมีอุกกาบาตขนาดยักษ์ปรากฏอยู่ตามที่คาดกันไว้
มันหายไปไหน ทั้งที่ขนาดมันต้องไม่ใช่เล็กๆเป็นแน่
ดังนั้นทีมสำรวจจึงได้พยายามขุดหาร่องรอยของอุกกาบาตอย่างสุดชีวิต
แต่ท้ายที่สุดก็ไม่พบ ณ จุดศูนย์กลางของการระเบิดนั้น
ไม่มีแม้แต่อุกกาบาตก้อนจิ๋ว หรือ แร่ อะไรที่คาดว่าจะมาจากอวกาศแต่อย่างใด
กูลิกถึงกับ งง เขากลับมา ที่นั้น 3 ครั้งในช่วง 12
ปีต่อมาเพื่อหาร่องรอยของอุกกาบาตร แต่ผลสุดท้ายก็ล้มเหลว
อีก 10 ปี ต่อมา ก็มีการสำรวจอีก 3 รอบ และ
ก็ไม่พบหลุมอุกาบาตแต่อย่างใด ส่วนการสำรวจในยุค 50 และ 60
ก็พบสะเก็ดธาตุนิเกิ้ล และ อิริเดียม อยู่แถบนี้มาก โดยธาตุ 2 ตัวนี้
เรามักจะพบในอุกาบาต ซึ่งเรื่องนี้ชี้ว่า สะเก็ดธาตุที่พบมาจากอวกาศ
รายงานของทังกัสกากลายเป็นที่แพร่หลายของนักวิทยาศาสตร์และนักดารา ศาตร์
ก่อให้เกิดการตื่นตัวค้นหาสาเหตุมาอธิบาย ปรากฏการณ์ในครั้งนี้
สรุปออกมาแล้วรวมถึง 77 ทฤษฎี โดยที่เด่นๆ มีดังต่อไปนี้

อุกกาบาตขนาดเล็ก เมื่อ ทศวรรษก่อน นักวิจัยหลายคนคาดเดาว่า
อุกกาบาตที่พุ่งชนโลกนั้นน่าจะมีความกว้างราวๆ 30 เมตร และมีมวล 560,000 ตัน
แต่เมื่อจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ล่าสุดบ่งชี้ว่า
อุกกาบาตที่เป็นสาเหตุของความเสียหายใหญ่โตนี้มีขนาดเล็กกว่าที่เคยคาดไว้
มาก มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20 เมตร
ส่วนที่มันมีแรงระเบิดมหาศาลก็เพราะเกิดก๊าซที่ร้อนยิ่งยวด
และมีความเร็วเหนือเสียง ทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงกว่าที่คิด
ระเบิดใต้แผ่นดิน มีบางทฤษฎีว่า
การระเบิดในทุ่งทังกัสกานั้นน่าจะเกิดขึ้นจากใต้แผ่นดินนี่เอง โดยโวล์ฟกัง คุนด์ท
(Wolfgang Kundt) นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์จาก มหาวิทยาลัยบอนน์ (University of Bonn)
ในเยอรมนี และนักวิทยาศาสตร์บางส่วนแสดงความเห็นว่า
เปลวไฟซึ่งสว่างถึงขั้นที่ชาวลอนดอน
สามารถอ่านหนังสือในย่ามค่ำคืนได้อย่างสบายๆ
นอกจากนั้นนั้นก็มีหลักฐานจากลักษณะของต้นไม้และสารเคมีที่ผิดปกติ
ซึ่งน่าจะเกิดจากการปะทุของก๊าซธรรมชาติในคิมเบอร์ไลต์ (kimberlite)
หินภูเขาไฟซึ่งรู้จักกันดีว่าบางครั้งเราอาจพบเพชรในหิน ชนิดนี้
ซึ่งของเหลวนี้อยู่ใต้โลกลึกลงไป 3,000 กิโลเมตร
ก๊าซธรรมชาติที่ถูกกักเก็บไว้ในรูปของเหลว
และเมื่อสัมผัสอากาศก็กลายเป็นก๊าซที่มีปริมาตรเพิ่มขึ้นเป็นพันเท่า
แล้วเกิดระเบิดครั้งใหญ่ขึ้น
เป็นส่วนหนึ่งของดาวหาง อีกทฤษฎีที่น่าสนใจ คือ
อุกกาบาตที่ถล่มทังกัสกาอาจเป็นชิ้นส่วนของดาวหางเองเค (Encke)
ซึ่งสายธารฝุ่นของดาวหางดวงนี้ ทำให้เกิดฝนดาวตกเบตาทอริดส์ (Beta Taurids)
ระหว่างเดือน มิ.ย.-ก.ค.ของทุกปี
และเป็นช่วงเดือนใกล้เคียงกับที่เหตุการณ์ทังกัสกา
ซึ่งมันอาจหลงเข้ามาในระบบสุริยจักรวาลและเข้าสู่โลก
โดยส่วนประกอบของมันจะเป็นพวกแก๊สและฝุ่นรวมตัวกันเป็นมวลมหึมาเมื่อถูกแร

เสียดทานของบรรยากาศจะระเบิดแตกกลางฟ้าจนเป็นจุลมหาจุณจนเป็นเหตุที่คูลิ
กไม่พบอุกกาบาตหรือหลุมอุกกาบาตเลย

อุกกาบาต นั้นฝังลึกบนพื้นดิน ทฤษฏีนี้เป็นของ จูเซปเป ลองโก (Giuseppe
Longo) และคณะจากมหาวิทยาลัยโบโลญญา (University of Bologna) อิตาลี
พวกเขาสันนิษฐานจากทะเลสาบเชกโก (Lake Cheko)
ที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ทังกัสกา อีก
ทั้งตำแหน่งของทะเลสาบยังอยู่กึ่งกลางทางตะวันตกเฉียงเหนือ
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางที่อุกกาบาตลึกลับตกสู่โลก
นอกจากนั้นก็ยังมีสัญญาณเรดาร์นั้นแสดงให้เห็นถึงวัตถุที่มีความหนาแน่นสูง
อยู่ก้นทะเลสาบ โดยฝังลึกลงไป 10 เมตร
ฝีมือมนุษย์(ระเบิดปรมาณู) Aleksander Kazansev เป็นนักวิทยา
ศาสตร์รัสเซียคนแรก ที่ทำให้วงการวิทยาศาสตร์มองเห็นความเกี่ยวพัน
ระหว่างระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิม่า และภัยพิบัติปริศนาที่ทังกัสก้า
หลักฐานที่ยืนยันว่า การระเบิดที่ทังกัสก้า เป็นผลจากระเบิดปรมาณูนั้น
เนื่องจากได้มีการสำรวจในบริเวณศูนย์กลางการระเบิด
พบว่าต้นไม้สดๆได้ถูกเผาไหม้จนเป็นเถ้าถ่าน ซึ่งคาดว่าน่าจะมีความร้อนราว 5000
องศาเซลเซียสหรือมากกว่านั้น ไม่เช่นนั้นต้นไม้ที่อยู่ไกลออกไปอีก 15-18

กิโลเมตร จะไม่สามารถลุกเป็นไฟได้อย่างเด็ดขาด ลูกอุกกาบาตที่ไหนกันครับ
จะมีความร้อนได้ขนาดนั้น นอกจากนี้สภาพต้นไม้ที่ทุก
สิ่งทุกอย่างเอนระเนระนาดเพราะแรงระเบิด คลื่นความร้อน
และพิษสงของกัมมัตภาพรังสี เพลิงและควันรูปดอกเห็ดที่เกิดจากการระเบิด
ฝนสีดำที่ตกลงมาหลังการระเบิด สิ่งที่เกิดขึ้นในฮิโรชิม่าเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน
ฝีมือมนุษย์(ยานอวกาศ) นอกจากนี้ นักออกแบบเครื่องบินชาวรัสเซีย ชื่อ
แอล.ยู. โมนอตสคอฟ ได้เสนอความคิดเห็นว่า
แรงระเบิดดังกล่าวเป็นยานอวกาศที่ขับเคลื่อนโดยพลังงานปรมาณู
ซึ่งมาตกลงที่ป่าทังกัสก้า เนื่องจากมีผู้พบเห็นยานดังกล่าวชะลอความเร็วเป็น 0.7-1
กิโลเมตรต่อ วินาที ซึ่งนับว่าเป็นความเร็วปกติของเครื่องบินเจ็ต
เพราะถ้าหากเป็นดาวกตกแล้ว ความเร็วปกติของมันก็น่าจะอยู่ที่ 20-60
กิโลเมตรต่อวินาที
แบล็คโฮลจิ๋ว นักวิทยาศาสตร์บางท่านเสนอว่า การระเบิดที่ทังกัสก้า
อาจจะมาจากแบล็คโฮลขนาดจิ๋ว ที่เราเรียกกันว่า mini-black hole
ที่บังเอิญโคจรผ่านโลก แล้วก็พุ่งเข้ามาชนแบบพอดิบพอดี
อันว่าพิษสงของแบล็คโฮลนั้นเราก็รู้ๆกันอยู่
การพุ่งชนแบบนี้ทำให้เกิดแรงระเบิดขึ้น
แบล็คโฮลเจ้ากรรมกะทะลุออกไปอีกซีกหนึ่งของโลก หรือไม่ก็ผ่าน Hyper Space
แบบที่เราเรียกกันว่า warp หาย แว่บไปเลย ถึงได้ไม่มีหลักฐานเหลือให้คูลิกเห็น
ล่าสุด Christopher Chyba แห่งองค์การ NASA ได้ลองทำคอมพิวเตอร์ซิมูเลเตอร์
จำลองสถานการณ์การระเบิดที่ทังกัสก้า โดยอาศัยพื้นฐานและทฤษฎีที่ว่า
ป่าทังกัสก้าถูกชนด้วยดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็ก
โดยให้การระเบิดอยู่เหนือพื้นดินไป วัตถุนั้นจำลองขนาดไว้ราวๆร้อยฟุต
ซึ่งผลที่ออกมาได้แรงระเบิดใกล้เคียงกับเหตุการณ์จริงมาก
แถมการระเบิดบนอากาศแบบนั้น
ยังไม่มีเศษหรือหลักฐานเกี่ยวกับดาวเคราะห์น้อยหลงเหลืออีกด้วย การทดลองของ
Christopher Chyba จึงดูน่าเชื่อถือ และเป็นแนวคิดใหม่ที่มาแรงอีกแนวคิดหนึ่ง
ทว่าอย่างไรก็ตามเมื่อขาดวัตถุพยานที่แน่ชัด
นักวิทยาศาสตร์หลายคนก็ไม่ยอมรับสมมุติฐานทั้งหลายนี้มากนัก
จนเป็นเหตุให้หลายๆ คนตั้งทฤษฏีที่พันลึกยิ่งขึ้น เช่น
บ้างก็ว่ามาจากจานบินลึกลับ ปฏิสสาร วันสิ้นโลกและหลุมดำ

แต่ก็ไม่มีทฤษฎีใดที่มีหลักฐานชี้ชัด ซึ่งเมื่อปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา
นักวิทยาศาสตร์จากทั่วรัสเซียก็ได้รวมตัวกันเพื่อถกเถียงเรื่องนี้ในการ
ประชุมว่าด้วยเรื่องทังกัสกาโดยเฉพาะ
และมีการใช้เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์มากกว่าเทคนิคดั้งเดิม
เพื่อหาสาเหตุที่ทำลายพื้นที่ไซบีเรียอันห่างไกล แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปใดๆ ออกมา

ผู้แต่ง : Cammy
http://en.wikipedia.org/wiki/Tunguska_event

Facebook : Discoveryman22